Why New Zealanders Are So Good At Rugby? ทำไมชาวนิวซีแลนด์ถึงเป็นเลิศในกีฬารักบี้



New Zealand All Blacks ทีมกีฬารักบี้ฟุตบอลที่คาดว่าน่าจะมีคนรู้จักมากที่สุดในโลก กับสถิติ Winning 77.21% ในการแข่งขันระหว่างชาติ นับตั้งแต่มีการก่อตั้งทีมอย่างเป็นทางการ เจ้าของสถิติแชมป์โลก Rugby Union World Cup ประเภทชาย 3 สมัย จากการจัดการแข่งขันทั้งหมด 8 ครั้ง, แชมป์โลก Rugby Union World Cup ในประเภทหญิง 5 สมัย จากการจัดการแข่งขันทั้งหมด 8 ครั้ง รวมถึงในระดับ U20 World Championship ก็เป็นแชมป์ 6 ครั้ง จากการแข่งขันต่อเนื่องมา 10 ครั้ง อีกทั้งในประเภท 7 คน ก็เป็นแชมป์ World Sevens Series 12 ครั้ง จากการแข่งขันต่อเนื่องมา 18 ครั้ง, แชมป์ Rugby World Cup Sevens (Men) 2 ครั้ง จากการจัดการแข่งขันทั้งหมด 6 ครั้ง, แชมป์ Rugby World Cup Sevens (Women) 2 ครั้ง จากการจัดการแข่งขันทั้งหมด 2 ครั้ง และแชมป์ Rugby World Cup Sevens (Men) ในกีฬา Commonwealth Games 4 ครั้ง จากการจัดการแข่งขันทั้งหมด 5 ครั้ง ซึ่งจากผลงานทั้งหมดกล่าวได้ว่า New Zealand เป็นที่หนึ่งในเชิงกีฬารักบี้ของโลก ซึ่งยากมากที่ชาติไหนจะไล่ตามทันได้ แต่ประเด็นที่ชวนสงสัยก็คือ…แล้วเหตุใด New Zealand จึงได้เป็นที่หนึ่งในกีฬาประเภทนี้?


จากข้อมูลหลายแหล่ง ได้แก่ Rugby World Magazine, ข้อมูลบทความ, บทวิเคราะห์และความเห็นต่างๆ จากเว็ปไซด์ที่เสนอข่าวกีฬารักบี้ อาทิ Planet Rugby, ESPN, SCRUM, BBC Sports, New Zealand Harald, All Black.com, SA Rugby Magazine etc. พอจะสรุปถึงปัจจัยต่างๆ หลายๆ ปัจจัยที่ทำให้ New Zealand เป็นเลิศในกีฬารักบี้ได้ ดังนี้


1. ทักษะพื้นฐานการเล่น (Basic Skills) และ สัญชาติญานในตัดสินใจในการเล่น (Decision Instinct)



ทักษะพื้นฐานการเล่น (Basic Skills) ไม่ใช่แค่สิ่งจำเป็นที่มีในเกมส์การเล่นเท่านั้น แต่มันคือส่วนประกอบสำคัญที่เปลี่ยนความเข้าใจในเกมส์ให้เป็นความสำเร็จ (หมายถึงชัยชนะในการแข่งขัน) และสัญชาติญานในการตัดสินใจที่ถูกต้อง (Right Decision Instinct) ก็เกิดจากการฝึกทักษะที่ถูกต้อง บ่อยครั้ง ทำซ้ำ จนการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ดูได้ชัดเจนจากการคัดเลือกผู้เล่นในตำแหน่ง Prop (แถวหนึ่ง) ถ้าเป็นทีมในยุโรปมักจะเลือกผู้เล่นที่ตัวใหญ่และมีน้ำหนักมาก บางคนหนักถึง 24 stones (ประมาณ 150 kg.) แต่ New Zealand กลับเลือกผู้เล่นที่น้ำหนักไม่มากขนาดนั้น แต่เลือกที่ความแข็งแกร่ง, ความคล่องตัว และความยืดหยุ่นของร่างกาย Prop New Zealand เอี้ยวตัวได้! หัวไหล่สามารถหมุนได้! แกว่งได้! เพื่อง่ายต่อการส่งลูกรับลูก (Passing) ได้หลายทิศทาง ดูได้จาก Rugby World Cup ครั้งเมื่อปี 2015 จะเห็นได้ว่าการบุกของ New Zealand สามารถใช้กองหน้าตำแหน่งไหนก็ได้ไปต่อในไลน์กองหลัง และ การสามารถส่งลูกต่อเนื่องได้ ทำให้เกมส์ลื่นไหล ซึ่งต่างจากทีมอื่นที่กองหน้าเน้นสกรัม สร้างกลุ่ม Ruck, สร้าง Maul และทำแถวทุ่ม แต่ในการเล่นทั่วไป Break Down กองหน้าทีมอื่นไม่สามารถทำได้เหมือนกองหน้าของ New Zealand


เช่นเดียวกับสัญชาติญานในตัดสินใจในการเล่น (Decision Instinct) Wayne Smith (ผู้ช่วยโค้ชของ New Zealand ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Graham Henry ใน World Cup 2011 และ Steve Hensen ใน World Cup 2015 ) มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า “การตัดสินใจของผู้เล่นในสนาม ต้องเกิดจากสัญชาติญาน ทำไปโดยไม่ต้องคิด ไม่ต้องวางแผนล่วงหน้า ทำตามจังหวะ, โอกาสและเวลาที่เหมาะสม” เหมือนที่ Dan Carter ดร็อปโกลน์เปลี่ยนเกมส์ในแมตช์ชิงชนะเลิศ ในขณะที่ Australia กำลังทำคะแนนจะไล่ตีตื้นขึ้น ซึ่งการตัดสินใจเล่นนี้นั้นก็เป็นจุดเปลี่ยนทำให้ทีมชนะอย่างเด็ดขาด


2. พันธุกรรม / จิตวิญญาณของชาวเมารี และ สภาพภูมิประเทศ



พันธุกรรม / จิตวิญญาณของชาวเมารี การเดินทางอันยาวไกลจากแผ่นดินใหญ่เพื่อมาตั้งรกรากบนประเทศ New Zealand เมื่อหลายพันปีก่อนของชาวเมารี เป็นสิ่งที่แสดงถึงความอึดและความทรหดอดทน ที่มีอยู่ในสายเลือดของเมารีที่ต้องพายเรือมาไกลมาก ผู้ที่อยู่รอดคือผู้ที่แกร่งที่สุด อึดที่สุด ตามกฎธรรมชาติ "Survival of the Fittest ผู้ที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะอยู่รอด" การที่ต้องหักล้างถางพงเพื่อทำเกษตรกรรม, เพื่อสร้างชุมชนและเพื่อความอยู่รอด สิ่งเหล่านี้มีการสั่งสมมานานหลายชั่วอายุคน มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชาว New Zealand ในเรื่องของความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจ ลักษณะของความแข็งแกร่งจากพันธุกรรมนี้ ก็มีอยู่ในตัวของชาวเกาะแปซิฟิค (Pacific Islander : Fiji, Tonga, Samoa) เช่นกัน ดังที่เราจะเห็นตัวอย่างของความอึดของคน New Zealand เมื่อเราไปเยือน ได้จากการที่เด็ก ๆ เล่น Rugby Touch ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น หรือ เห็นคนว่าน้ำเล่นในทะเลสาบในวันที่อากาศหนาวเย็นอุณหภูมิต่ำ ส่วนชาวยุโรปซึ่งไม่ใช่คนพื้นถิ่นมาแต่เดิมที่อพยพมาอยู่ใน New Zealand เมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้วก็ซึมซาบจิตวิญญานของชาวเมารีพื้นถิ่น มีการพัฒนาตนเองทั้งร่างกายและจิตใจ จนแข็งแกร่งเช่นเดียวกัน

สภาพภูมิประเทศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาร่างกาย อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของ Ian Jones อดีตแถวสองของ New Zealand All Blacks – 79 Cap ในช่วงยุค 90. ที่ว่าธรรมชาติและภูมิประเทศของนิวซีแลนด์ มีส่วนช่วยในการพัฒนาศักยภาพทางร่างกายของนักกีฬาเป็นอย่างมาก (ทั้งที่ตัวของเขาเองก็ผอมบาง ไม่หนาล่ำสันและหนักเหมือนกองหน้าของทีมจากยุโรป) ในช่วงของการฝึกซ้อมนอกจากการฝึกซ้อมในสนามแล้ว เขายังต้องฝึกร่างกายโดยซ้อมบนเนินทรายตามชายหาด และต้องวิ่งขึ้นเขาที่สูงกว่า 400 เมตรในระยะเวลาไม่เกิน 45 นาที ภูมิประเทศแบบนี้มีอยู่ทั่วไปในนิวซีแลนด์


3. การบริหารเชิงจิตวิทยาสำหรับการกีฬา



ก่อนปี 2011 ความกดดันของ New Zealand All Blacks สูงมาก เพราะ All Black พลาดการเป็นแชมป์โลกมา 5 ครั้งในปี 1991, 1995, 1999, 2003 และ 2007 ทั้ง ๆ ที่ในช่วงปีที่ไม่มีการแข่งขัน Rugby World Cup...All Blacks ทำได้ดีตลอด! แทบจะไม่แพ้ทีมใดเลย! ได้แชมป์ Tri Nations, ครองแชมป์ Bledisloe Cup, ชนะ British & Irish Lions Series, European Tour หรือรับทีมจาก Europe มาเล่นในบ้านก็แทบจะชนะทุกครั้ง การแข่งขัน Rugby World Cup รอบแรก ก็ชนะทีมร่วมสายด้วยคะแนนที่สูงมาก (บางแมตช์เกิน 100 จุด) แต่พอถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ All Blacks มักมีปัญหาพ่ายแพ้อย่างไม่มีใครคาดคิด อดเข้ารอบชิงชนะเลิศซะอย่างงั้น หลังจากพ่ายแพ้ในปี 2007 มีการให้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่พ่ายแพ้ ทั้ง ๆ ที่ทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชก็คิดว่ามีการเตรียมทีมอย่างดีที่สุดแล้ว ผลการวิเคราะห์มีนักจิตวิทยาการกีฬาให้เหตุผลว่านักกีฬา All Blacks เครียดและรับความกดดันมากเกินไป ซึ่งไม่ใช่เฉพาะนักกีฬาเท่านั้น ทุกคนทั้งผู้บริหารทีมและผู้เกี่ยวข้องก็เครียดด้วยกันทั้งหมด (มีคำกล่าวว่า “การเป็นหัวหน้าทีม New Zealand All Blacks มีความกดดันมากกว่านายกรัฐมนตรีประเทศนิวซีแลนด์เสียอีก) นักจิตวิทยาการกีฬาตั้งข้อสังเกตุว่า นักกีฬาตัวเด่น ๆ เช่น Richie McCaw มีปัญหาทางจิตใจเพราะได้รับความกดดัมาก ร่างกายอาจจะดูสมบูรณ์ฟิตแข็งแกร่ง แต่เส้นประสาทอ่อนล้าและนักกีฬาหลาย ๆ คนก็ถึงจุดสูงสุดในช่วงเวลาที่ไม่ใช่การแข่งขัน Rugby World Cup โดย New Zealand All Blacks ได้ทำการแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบ ทั้งการปล่อยให้นักกีฬาได้พักและมีการให้ข้อตกลงพิเศษ Sabbatical (ไม่มีการออกข่าวแบบเป็นทางการ) ให้นักกีฬาตัวเก่ง ๆ ได้พักในช่วงปีก่อนที่จะมีการแข่งขัน Rugby World Cup (น่าจะมีการชดเชยเงินพิเศษให้ที่สโมสรต้นสังกัด) เช่นในเคสของ Richie McCaw และ Dan Carter ในปี 2011 และ 2015 เช่นเดียวกับการไม่ปล่อยให้ทีม Peak ก่อนเวลาอันควร เช่นในการแข่งขัน Bledisloe Cup (ประเพณีระหว่าง New Zealand vs Australia) ช่วงก่อนไป Rugby World Cup ทั้งปี 2011 และ 2015 ทีม New Zealand ก็แพ้ Australia (แต่ยังได้ถ้วยเพราะชนะ 2 ใน 3 ครั้ง ) ด้วยเหมือนกัน ในสกอร์ 25-20 และ 27-19 ซึ่งเหมือนกับว่า All Blacks ไม่ได้จัดตัวเต็มสุด ๆ เพื่อให้นักกีฬาหลายคนได้เตรียมตัวพร้อมที่สุดสำหรับ Rugby World Cup (โดยปกติก่อนหน้านั้น All Blacks เอาตัวเต็ม ๆ ลงตลอด ไม่ให้พักเลย)

ในการแก้ปัญหาฟอร์มตก ที่เกิดขึ้นได้กับนักกีฬาทุกคน ยกตัวอย่างเช่น Julian Savea ที่ก่อนไป World Cup 2015 นั้นฟอร์มตกมาก วางทรัยไม่ได้เลย ถูกสื่อมวลชนวิจารณ์อย่างมาก และกดดันว่าไม่ควรให้ติดในชุดที่จะไป World Cup แต่หัวหน้าโค้ช Steven Hensen ไม่สนใจ ยังคงให้อยู่ในทีม โดยในรอบแรกก็ยังโชว์ฟอร์มไม่ดี แต่ได้ใช้จิตวิทยาเค้นฟอร์มสุดยอดในรอบก่อนรองชนะเลิศ วางทรัยทีม France ไป 3 ทรัย และหลังจากนั้นก็ได้โอกาสลงเป็นตัวจริงในรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศต่อมา

การสัมภาษณ์ระหว่างพักครึ่ง สิ่งหนึ่งที่เหมือนเกิดขึ้นเป็นประจำก็คือ ตอนพักครึ่งนักข่าวไม่มีโอกาสสัมภาษณ์นักกีฬา หรือสต๊าฟฟ์โค้ชของ All Blacks เลย ทุกคนจะรี่เข้าห้องพักนักกีฬาโดยเร็วที่สุดไม่สนใจเสียงเรียกของใครเลย โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำของทีมที่ถูกวางตัวให้เป็นผู้ให้คำสัมภาษณ์ทำหน้าที่แทน เพราะทุกคนรีบเข้าห้องเพื่อฟังแผนการเล่น และ Concentrate กับเกมส์ที่จะเกิดขึ้นในครึ่งเวลาหลัง (โดยบางทีมนั้นนักกีฬาดัง ๆ จะถูกไมค์จากนักข่าววิ่งมาจ่อปากให้พูด ก็น่าจะเสียเวลาไปอย่างน้อยก็ 1-2 นาที)


4. วัฒนธรรมการสร้างมาตราฐาน วัฒนธรรมความเป็นหนึ่ง



การพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาและความกระหายที่จะเป็น All Blacks ถูกปลูกฝังไว้ในความคิดของนักรักบี้ทุกคน โดยในแต่ละระดับของการแข่งขัน นักกีฬาถูกฝึกให้คิดให้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า แมตช์ต่อไปต้องทำให้ดีกว่านี้ ดังนั้นจึงเป็นการยกระดับมาตราฐานการเล่น, พัฒนาตนเอง, พัฒนาทีมและแก้ไขจุดบกพร่องอยู่ตลอดเวลา ทุกคนต้องตั้งเป้าว่าจะเป็นตัวแทนของทีมในระดับเล็ก ๆ ก่อน แล้วยกระดับขึ้นเป็นระดับจังหวัด, ภูมิภาค, Super Rugby จนถึงระดับชาติ New Zealand All Blacks ในที่สุด อ้างคำกล่าว Kieran Read อดีต Captain All Blacks ที่ว่า “เรามีจิตสำนึกส่วนตัวที่ตระหนักว่า เราต้องก้าวไปยังจุดที่สูงกว่าจุดที่เราเริ่ม” (หมายถึง ทุกคนตั้งมาตราฐานสูงกว่าเดิมทุกครั้ง) ร่วมกับการเลียนแบบจากผู้ที่เคยเป็นหนึ่ง Success Breeds Success หรือจากนักกีฬาที่ตนเองชื่นชอบ (เลียนแบบ Idol) และการให้ความสำคัญกับทีม (ส่วนรวมมาก่อนส่วนตน ) Team Bigger than Individual นักรักบี้ทุกคนถูกปลูกฝังให้ทุ่มเทอย่างถึงที่สุดเพื่อทีมเสมอ


5. ระบบ Academy, การสอบและการคัดเลือก Coach ในแต่ละระดับ



NZSA (New Zealand Sports Academy ) Academy คือแหล่งผลิตโค้ช อย่างต่อเนื่องเพื่อป้อนให้กีฬา Rugby Union, Rugby League, Net Ball และกีฬาอื่น ๆ มีสำนักงานอยู่ที่ Rotorua มีการปลูกฝังและ สอดแทรกวัฒนธรรมเมารีลงไป ในการอบรมโค้ช Attitude to coaching: Instinct (สัญชาติญาณ) > Speed (ความเร็ว) > Heart (จิตใจ) คือ Key factors ที่ถูกเน้นย้ำตั้งแต่ระดับพื้นฐาน จนไปถึงระดับสูง ๆ ขึ้นไป ซึ่งเป็นที่โค้ชในทุกระดับยึดเป็นหลัก โดย NZSA Philosophy ปรัชญาของสถาบันกีฬาแห่งชาตินิวซีแลนด์นั้นคือ “It’s all about skill not the drill" การให้ความสำคัญกับทักษะมากกว่ารูปแบบการฝึก โดยรักบี้ในยุโรปนั้นเน้นที่รูปร่างและการฝึกที่เป็นรูปแบบที่มีแบบแผน (Pattern) มาก ดูแล้วจะทื่อเหมือนหุ่นยนต์ รูปแบบยิ่งมากยิ่งปิดกันความคิดอิสระ และ สัญชาติญานในการเล่น ทักษะที่ถูกเน้น คือ Pass (ส่ง), Catch (รับ) และ Run (วิ่ง) สามอย่างนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในเกมส์รักบี้ ซึ่งเปรียบเทียบถ้าเป็น Northern Hemisphere Mind Set จะเริ่มจาก Pass > Catch > Run ส่งลูกก่อน รับลูกให้ได้ แล้วจึงวิ่ง (ทำเกมส์) แต่ NZ Academy คิดต่างโดยสลับที่กันเป็น Run > Catch > Pass เริ่มจากวิ่ง (เคลื่อนตัวก่อน) แล้วจึงรับ จากนั้นจึงจ่ายลูก สามคำเหมือนกัน แต่สลับที่กัน ดูเหมือนไม่แตกต่าง ๆ แต่สิ่งที่ NZ Academy ปลูกฝังคือเบสิคที่ทำให้เกมส์ในระดับโลกของ All Blacks ดูเหมือนจะเร็วกว่าชาติอื่น 1-2 ก้าวเสมอ


สำหรับ Level of Coaching นั้น การเป็น Coach ใน New Zealand มีการสอบและการประเมิน อยู่ทุกระดับขั้น ใช่ว่าใครจะโค้ชระดับไหนก็ได้ ยิ่งระดับสูงระดับ Provincial ระดับ Super Rugby ยิ่งสอบยาก แต่คุณภาพของ Coach New Zealand ก็เห็นได้จาก League ในยุโรป ส่วนใหญ่มาจาก New Zealand เยอะที่สุด เป็นอุตสาหกรรมโค้ชรักบี้เลยก็ว่าได้ ไม่แน่จริงชาติใหญ่ ๆ ในเชิงรักบี้อย่าง Wales, Scotland และ Ireland จะยอมเสียหน้าจ้างคนสัญชาติอื่นมาโค้ชทีมชาติตัวเองหรือ? เอาสี่ชาติมารวมกันเป็น British & Irish Lions ก็ต้องใช้โค้ช New Zealand ถึงจะชนะ New Zealand ได้ และ Coach New Zealand All Blacks ก็มีมาตราฐานว่า ต้องทำทีมชนะ All Blacks เสียก่อนจึงจะมีโอกาส Qualify เพื่อขึ้นมาเป็น Coach New Zealand All Blacks


6. การบันทึกข้อมูลการแข่งขัน, Data Base การวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ



New Zealand Almanack คือ วารสารที่บันทึกข้อมูลการเล่นในทุกระดับของ New Zealand ตั้งแต่ระดับโรงเรียน, วิทยาลัย, หมู่บ้าน, ตำบล, จังหวัด, ภูมิภาค จนถึงระดับชาติ บันทึกต่อเนื่องมากกว่า 82 ปี เก็บสถิติการวางทรัย, เตะเปลี่ยน, เตะลูกโทษ และ Drop Kick ของผู้เล่นทุกคนโดยละเอียด ซึ่งเป็นผลจากการวางแผนและเก็บสถิติ เพื่อนำมาใช้ประเมินผลในระยะยาว จึงไม่แปลกที่มี New Zealand All Blacks บางคนมาจากทีมในชนบท ในหมู่บ้านที่ห่างไกลไม่ได้มาจากโรงเรียนหรือสโมสรดัง ๆ เป็นการเปิดโอกาส (Create Opportunities For People) ให้กับคนทุกคน นั่นก็เป็นเพราะระบบการเก็บฐานข้อมูลที่ดีนั่นเอง


อ้างอิงข้อมูล

Rugby World Magazine : Issue December 2015

Rugby World Magazine : Issue July 2017


ขอบคุณรูปภาพ Rugbypass.com

https://www.dailymail.co.uk/

https://www.stuff.co.nz/

https://www.nzherald.co.nz/

https://www.rugbyworld.com/


© 2020 by ASGARD INFINITE CO.,LTD created with Thailand Rugby Union .com