Turn to The Brave Blossoms! Keep Running Judge-ji!!


ว่ากันว่าถ้าเราหว่านพืชชนิดใด ก็ย่อมได้ผลชนิดนั้น เพียงแต่ระยะทางและกาลเวลามักทำให้เราลืมไปตลอดว่าเราได้ปลูกอะไรเอาไว้ การเดินทางจากการเป็นเมล็ดพันธุ์ไปสู่การเป็นพืชพรรณที่งดงามนั้นไม่ได้เกิดได้เพียงชั่วข้ามคืน หรือร้ายกว่านั้น บางทีโชคชะตาและปัจจัยต่างๆ มักทำให้เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าวันใดที่เราได้หยอดเมล็ดพันธุ์ลงไว้ในดิน แล้วกว่าจะเราจะรู้ตัวอีกครั้ง เมล็ดพันธุ์นั้นก็กลายเป็นต้นอ่อนที่งอกมาให้ทุกคนได้ชื่นชมแล้ว

แต่การปลูกต้นไม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะมีดินดี, มีปุ๋ยชั้นยอด และมีแสงแดดที่อบอุ่น ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะลงตัวกลายเป็นสมการที่ทำให้ต้นไม้งอกงามได้ การสร้างคนก็เช่นกัน เพราะการเป็นมนุษย์นั้นซับซ้อนกว่าการเป็นพืชยืนต้นหลายร้อยเท่า การมีครอบครัวที่อบอุ่น มีอาหารอร่อยๆ มีที่พักอาศัยให้ได้พักผ่อนก็ไม่ได้แปลว่าเราจะกลายเป็นบุคลากรชั้นดีที่มีคุณภาพทุกคนไป และในทางตรงกันข้ามก็เช่นกัน การที่เราไม่ได้มีปัจจัยรอบตัวที่ครบครันก็ไม่ได้แปลว่าเราจะถูกขีดจำกัดทางศักยภาพเหมือนกัน


ซึ่งในวันนี้เราก็ไม่ได้มีวิธีการสร้างคนหรือปลูกต้นไม้อะไรมาเล่าแบบจริงๆจังๆนัก เพราะเราก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่สิ่งหนึ่งเรามี คือเรื่องมาเล่าเกี่ยวกับต้นอ่อนต้นนึง ที่วันนี้งอกเงยขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไป เพราะถึงเมล็ดนี้จะถูกเพาะพันธุ์ที่ไทย แต่ด้วยเหตุผลกลใดอะไรไม่รู้ ดันไปงอกที่ญี่ปุ่น เมล็ดพันธุ์ที่ว่าชื่อ “จั๊ดจ์” หรือ นายพีระณัฐ บุษปาคม นักกีฬารักบี้ไทยในประเทศญี่ปุ่น ไม่สิ ถ้าจะเรียกให้ชัดเจนกว่านั้นคือ นักกีฬารักบี้ไทยคนแรกที่ถูกเรียกเข้าไปซ้อมกับทีมรักบี้ 7 คน ทีมชาติญี่ปุ่นชุดใหญ่


ดินดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ก่อนอื่นต้องเท้าความก่อนว่าการย้ายประเทศ! ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ เอ้ย! ไม่ใช่! การจะเป็นนักกีฬาในระดับทีมชาตินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สมการที่จะทำให้เข้าใจเรื่องนี้ง่ายที่สุดคือเรื่องจำนวนผู้เล่น เช่น ฟุตบอลเล่นทีมละ 11 คน ถ้าคุณได้บังเอิญได้เล่นเป็นตัวจริงในนัดชิงชนะเลิศของรายการระดับชาติ นั่นแปลว่าคุณเป็น 1 ใน 11 คนที่เตะฟุตบอลเก่งที่สุดในประเทศ แต่การจะมียอดที่ดีย่อมเริ่มจากฐานที่ดี "จั๊ดจ์" เริ่มเล่นรักบี้ที่สนามของโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ! เนื่องจากคุณพ่อของ "จั๊ดจ์" เป็นผู้ฝึกสอนรักบี้ให้กับโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ทำให้ "จั๊ดจ์" คุ้นกับลูกรักบี้, วิถึของนักรักบี้, เศษดินเศษหญ้า, หยาดเหงื่อและความเป็นนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้จนกว่าจะได้ยินเสียงนกหวีดหมดเวลา ก่อนที่จะรู้จักกับการ์ตูนโปเกม่อนด้วยซ้ำ ใช่ครับ! อย่างที่ทุกคนเดาได้ คงไม่ต้องเล่าต่อว่าสุดท้ายแล้วจั๊ดจ์ก็เข้าโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และเริ่มต้นชีวิตการเป็นนักรักบี้ที่นี่


ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นล้วนเคยเป็นเมล็ดที่เล็กที่สุด

สำหรับนักกีฬาทุกคนน่าจะทราบกันดี ว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือช่วงเวลาแห่งชัยชนะ, ช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดคือช่วงก่อนการแข่งขัน, ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดคือช่วงเวลายามที่เราพ่ายแพ้ และช่วงเวลาที่ทรมานที่สุดคือช่วงเวลาแห่งการซ้อม แต่ก็อย่างที่บอกไปตอนต้น การสร้างคนว่ายากแล้ว แต่การสร้างนักกีฬาเป็นเรื่องยากกว่ามาก นักกีฬาบางคนมีสภาพร่างกายที่ใหญ่และแข็งแรงกว่าเพื่อนร่วมรุ่นมาก แต่ก็กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ชะล่าใจในเรื่องของการฝึกซ้อม สุดท้ายฮอร์โมนของเพื่อนๆ ก็ทำงานตามทัน กลายเป็นว่าร่างกายไม่ใช่จุดเด่นอีกแล้ว บางคนฉายแววอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก แต่ก็ถูกความประมาทกัดกินระเบียบวินัยจนไปไม่ถึงจุดสูงสุด หรือแม้กระทั่งบางคนที่มีวินัยและตั้งใจขยันซ้อม แต่สุดท้ายก็มีอาการบาดเจ็บจนทำให้เส้นทางนักกีฬาต้องยุติก่อนเวลาอันควร เห็นไหมครับว่าการเป็นนักกีฬาระดับชาตินั้นไม่ง่ายเลย แต่ "จั๊ดจ์" ก็ทำให้เราได้เห็นแล้วว่าเรื่องไม่ง่ายทั้งหมดที่พูดมานั้น ก็กลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง