The Changing Face of Rugby! Part 2


นับตั้งแต่กีฬารักบี้ฟุตบอล (Rugby Union) เริ่มเป็นกีฬาอาชีพในปี 1996 การบริหารการจัดการทีมเปลี่ยนแปลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด ทั้งหน้าที่, วิธีการและโครงสร้างการบริหารจัดการทีมแบบใหม่ซึ่งแตกต่างไปจากสมัยที่เป็นกีฬาสมัครเล่น (Amateur) เพื่อก้าวไปให้ถึงระดับอาชีพในอนาคต เรามาต่อกันกับอีก 5 ส่วนที่เหลือ สำหรับการบริหารทีมของทีมรักบี้ระดับโลกในปัจจุบัน


5. Logistics Manager, Baggage Manager (เจ้าหน้าที่ดูแลการลำเลียงขนส่งและสัมภาระต่างๆ)

ตำแหน่งนี้ในยุคกีฬาสมัครเล่น เป็นหน้าที่ที่ผู้จัดการทีมหรือโค้ชจะมอบหมายให้ให้นักกีฬาในทีมเป็นคนดูแลกันเอง ถ้าจากประสบการณ์จริงในการเดินทางไปแข่งขันทีมชาติสมัยก่อน ที่ไปเป็นทัวร์นาเมนต์ แข่งหลายๆ แมตช์ ผู้ใหญ่ที่ดูทีมก็คือผู้จัดการทีมหรือโค้ช สัมภาระก็ลำเลียงกันเอง ส่วนสัมภาระส่วนกลางเช่น ชุดแข่ง, ลูกซ้อม, ยา, อุปกรณ์ฝึกซ้อมและอาหารเสริม ส่วนใหญ่คนรับผิดชอบก็จะเป็นคนที่เด็กที่สุดในทีม ประมาณว่า เด็กสุดโดนใช้ตลอด! เด็กมัธยมปลายที่ปีสุดท้ายนั้นจะใหญ่ที่สุดในโรงเรียน พอติดทีมชาติก็จะกลายเป็นเด็กเล็กในทันที แต่เมื่อมาถึงยุคกีฬาอาชีพ หน้าที่ของของคนดูแลสัมภาระ เป็นหน้าที่ที่ สำคัญอีกหน้าที่หนึ่ง โดยในทีมมีผู้เดินทางทั้งหมดเกือบ 50 คน เป็นผู้เล่น 35 คนและสตาฟฟ์ 15 คน กระเป๋าทั้งหมดประมาณ 120 ใบ จะถูกติด Tag ระบุหมายเลขป้องกันการผลัดหลงหรือสูญหายระหว่างทาง นอกจากดูแลกระเป๋าแล้ว อุปกรณ์ฝึกซ้อม, วิตามินอาหารเสริมและชุดแข่งขัน ก็อยู่ในความรับผิดชอบของ Logistics & Baggage manager ด้วย ซึ่งในวันแข่งนักกีฬา 23 คน จะได้รับเสื้อคนละ 2 ตัว (สำหรับแลก 1 ตัว ของตัวเอง 1 ตัว ) เสื้อของแต่ละคนจะปักรายละเอียด ชื่อ-นามสกุล, หมายเลขประจำตัวลำดับการติดทีมชาติ, ครั้งที่ติดทีมชาติของคนๆ นั้น, วันแข่งขัน,ทีมที่แข่งขันและสนามแข่งขัน เช่น

David Pocock. Wallabies No 980. Cap 78th

August 18,2018 VS South Africa

Sun Corp Stadium, Brisbane

ซึ่งชุดแข่งขันพร้อมปักเรียบร้อย จะถูกเตรียมไว้ที่ห้องพักในสนามแข่งขันก่อนที่ทีมจะเดินทางมาถึงอย่างน้อย 2 ชั่วโมงถ้าต้องแข่งขัน 5 แมตช์ เท่ากับว่าต้องขนชุดแข่งขันไปโดยประมาณ 230 ตัว


6. Media Manager

ทำหน้าที่ประสานงานและให้ข่าวกับสำนักข่าวต่างๆ รวมทั้งบริหารและดูแลความเสี่ยงต่างๆ ในกรณีที่เกิดข่าวที่จะส่งผลกระทบต่อทีม ทั้ง Good News และ Bad News และบริหารการข่าวใน Social Media ให้เป็นไปในทิศทางที่สมาคมกำหนด


7. Strength & Conditioning (S & C)

การทำให้นักกีฬามีประสิทธิภาพสูงสุดในการแข่งขัน ถ้าเป็นในยุคกีฬาสมัครเล่นก็ไม่ซับซ้อนอะไรมากนัก แค่ซ้อมตามเวลาและปล่อยพักผ่อนตามสมควร แต่ในยุคกีฬาอาชีพ Strength & Conditioning นั้นสำคัญมาก ไม่ใช่แค่เรื่อง Fitness หรือ Weight Training เท่านั้น ยกตัวอย่าง "Stuart Yule" - Scotland Head Strength & Conditioning เป็นแชมป์ยกน้ำหนักของ Scotland 9 สมัยติดต่อกันและเป็นตัวแทน ใน Commonwealth Game ในปี 1998 และในปี 2002 ที่ได้เล่าถึงสิ่งที่ทีมต้องทำเพื่อให้นักกีฬามีประสิทธิภาพสูงสุด โดย Strength & Conditioning Team ต้องดูแลนักกีฬาทุกคนตั้งแต่ออกจากสนามบิน นักกีฬาบางคนตัวใหญ่มาก แต่นั่งมาในที่นั่ง Economic Class ก็ต้องคอยปลุกให้ลุกขึ้นเดินขยับตัว เพื่อป้องกันการยึดตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งการเดินทางข้ามทวีป มักจะมีปัญหา Jet Lag กันบ่อยครั้ง S&C Team ก็ต้องทำให้นักกีฬาหลับและตื่น ในเวลาที่เหมาะสม (อาจให้ดื่มกาแฟหรือปลุกไม่ให้หลับ) เพื่อให้เวลาที่เครื่อง Landing ที่จุดหมายแล้วไม่เกิดอาการ Jet Lag (ซึ่งอาการ Jet Lag มีผลทำให้ประสิทธิภาพของนักกีฬาลดลง) หรือถ้าไปในที่ๆ อากาศร้อนมากๆ S&C ก็ต้องไปหาน้ำแข็งหรือถุงแช่น้ำแข็งเพื่อเตรียมอ่างแช่น้ำให้นักกีฬา (ในบางที่ๆ ไปไม่มีอุปกรณ์บางอย่างขาย ก็ต้องประยุกต์สิ่งอื่นใช้แทน เช่น ใช้สระว่ายน้ำเด็กแทนอ่างแช่น้ำสำหรับนักกีฬา) รวมถึงหน้าที่ที่ทุกๆ เช้า S&C Team มีหน้าที่ต้องตรวจสภาพความสมบูรณ์ของนักกีฬา ทั้งชั่งน้ำหนัก, เช็คความยืดหยุ่นของร่างกาย, วัดระดับน้ำตาลในเลือด, วัดระดับพลังงานในร่างกาย และวัดประสิทธิภาพการนอน เพื่อตรวจสอบทุกอย่างที่มีผลต่อประสิทธิภาพของนักกีฬาที่แน่นอนว่า S&C Team ต้องรู้ทั้งหมด


8. Physio (นักกายภาพ)

ในยุคสมัครเล่น นักกายภาพแทบจะไม่มีบทบาทในทีมมากนัก การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นสิ่งที่แทบจะไม่ได้รับความใส่ใจ แต่ในยุคกีฬาอาชีพนักกายภาพเป็นคนที่ขาดไม่ได้เลย ยิ่งรักบี้เป็นกีฬาปะทะ นักกีฬาแข็งแรงขึ้น, หนักขึ้นและเร็วขึ้น การปะทะย่อมทำให้เกิดการช้ำมากกว่าสมัยก่อน นักกายภาพจะช่วยทำให้นักกีฬาพื้นฟูสภาพร่างกายได้เร็วขึ้น ทำให้นักกีฬาสมบูรณ์มากที่สุดเพื่อการแข่งขัน หน้าที่ของนักกายภาพคือต้องรู้และวิเคราะห์ข้อมูลของนักกีฬาทุกคน รู้อาการบาดเจ็บและระดับความบาดเจ็บหนักเบาของนักกีฬาทุกคน เพราะว่าแต่ละคนบาดเจ็บมากน้อยไม่เท่ากัน เวลาในการรักษาก็จะไม่เท่ากัน นักกายภาพต้องบริหารเวลา ใช้เวลารักษาบำบัดนักกีฬาที่บาดเจ็บทุกคนในเวลาที่จำกัด ทำให้ทุกคนในทีมที่บาดเจ็บได้ฟื้นฟูร่างกายเพื่อพร้อมสำหรับการแข่งขัน


9. Psychologist (นักจิตวิทยา)

เรื่องของฟอร์มการเล่นที่ตกลงนั้น แน่นอนว่าส่งผลต่อสภาพจิตใจของนักกีฬาซึ่งอาจจะทำให้ฟอร์มการเล่นยิ่งแย่ลงไปอีก รวมถึงสภาพสังคมที่ซับซ้อนขึ้น, ความเป็นปัจเจกบุคคล (Independent หรือที่วัยรุ่นเรียก Indy), Social Media และสังคม Online ก็ทำให้การบริหารทีมกีฬาอาชีพในปัจจุบันต้องพึ่งความเป็ฯมืออาชีพของนักจิตวิทยามากขึ้น โดยนักจิตวิทยาต้องคอย Monitor นักกีฬาแต่ละคนและรายงานต่อ Team Manager & Head Coach ถึงสภาพจิตใจของนักกีฬาตลอดการทำงาน รวมถึงคอยแนะนำการบริหารทีมที่เหมาะสมต่อสภาพจิตใจของผู้เล่น ที่จะตึงเกินไปก็ไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดความเครียด แต่ถ้าหย่อนเกินไปก็ขาดวินัยและไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อผลการแข่งขันในสนาม นักจิตวิทยาอาจจะต้องคอยแนะให้มีกิจกรรมบันเทิงหรือกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในทีมด้วย เพราะในทีมรักบี้อาจจะมีเรื่องของปัญหาที่เกิดจากช่องว่างระหว่างวัยของผู้เล่น ที่ในบางครั้งคนในทีมอาจจะมีอายุต่างกันถึง 15 ปี (18 – 33 ปี) อีกหนึ่งปัญหาในปัจจุบันคือการติดเกมส์หรือติด Social Network ซึ่งก็ถือว่าเป็นปัญหาในระดับกีฬาอาชีพที่นักจิตวิทยาต้องเป็นผู้หาวิธีการแก้ไข


ครบกันไปสำหรับ 9 ส่วนสำคัญในการบริหารทีมของทีมรักบี้ระดับโลกในปัจจุบัน ซึ่งถึงแม้ว่าวงการรักบี้ประเทศไทยของเรานั้นยังก้าวไปไม่ถึงในรูปแบบของการเล่นอาชีพ แต่สิ่งที่สำคัญคือการเริ่มต้นและความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เริ่มต้นที่จะนำมาประยุกต์และพัฒนาทีมของตน ทีละเล็กทีน้อย ให้ความสำคัญกับนักกีฬามากขึ้น พร้อมกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปให้ถึงระดับอาชีพ และจับมือกันเป็นหนึ่งเพื่อก้าวที่ยิ่งใหญ่ในระดับประเทศในอนาคต ดั่งคำของเล่าจื้อที่ว่า "หนทางไกลนับหมื่นลี้...ต้องเริ่มต้นด้วยก้าวแรก" #RugbaholiX


Credit : Rugby World Magazine

ขอบคุณรูปภาพ

https://www.japantimes.co.jp/

https://www.telegraph.co.uk/

https://www.stuff.co.nz/

https://www.bbc.com/

https://www.thetimes.co.uk/

https://www.irishtimes.com/

https://english.kyodonews.net/

https://www.rugby-addict.com/


74 views0 comments

Recent Posts

See All