12 Fitness Craze adopted by Rugby (Part 2)

แนวทางการออกกำลังกาย, การรักษาบำบัด, เทคโนโลยี และศาสตร์ต่าง ๆ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับกีฬารักบี้ในปัจจุบัน

เพื่อให้ได้ชัยชนะจากการแข่งขันซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของกีฬาอาชีพทุกชนิด แนวทางการฝึกซ้อม, การบำบัดรักษาอาการบาดเจ็บและอื่น ๆ ก็มีการพัฒนาไปจากเดิมหลายอย่าง โดยที่บางอย่างก็ปรับใช้จากสิ่งที่เคยฝึกมาแต่เดิม มาต่อกันจาก Part 1 กับอีก 6 ส่วนจาก 12 แนวทางการออกกำลังกาย, การรักษาบำบัด, เทคโนโลยี และศาสตร์ต่าง ๆ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับกีฬารักบี้ในปัจจุบัน


7. Wearable Tech (การใช้อุปกรณ์อิเลคโทนิค และเทคโนโลยีต่างๆ)

โค้ชในอดีตอาจจะมีแค่นาฬิกาจับเวลา, กระดานสำหรับจดเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการซ้อมและการแข่งขัน หรืออาจจะมีการบันทึกเทป (VDO) แต่ในปัจจุบันอุปกรณ์ Hi-Tech เข้ามามีบทบาทมากในกีฬารักบี้ (โดยเฉพาะที่เป็นกีฬาอาชีพ) โดยระบบ GPS (Global Position System) กีฬาเรือใบและกีฬาแข่งรถ Paris-Dhakka เป็นกีฬาประเภทแรกๆ ที่นำอุปกรณ์นี้มาใช้เพื่อระบุตำแหน่ง โดยใช้ดาวเทียม Link กับตัวรับสัญญาน กีฬาประเภททีมเกือบทุกชนิดในโลกใช้หมดแล้ว อาทิ Soccer, Cricket, Hockey, Ice Hockey, American Football, Basketball, Volleyball etc. สำหรับกีฬา Rugby ก็จะติดตัวรับสัญญานอยู่ในชุดแข่ง ชุดซ้อมด้านหลัง (ใต้ท้ายทอย) ของนักกีฬา ซึ่งตัวรับสัญญานจะ Link เข้ากับโปรแกรมการวิเคราะห์การแข่งขัน ที่อยู่ใน computer ของ Staffs Coach ซึ่งมีทีมวิเคราะห์ประมาณ 3-6 คน การประเมินผลของโปรแกรมจะบอกประสิทธิภาพ (Performance) ของนักกีฬาระหว่างแข่งขัน มีอาการบาดเจ็บหรือไม่? ความเร็วตกลงไหม? ควรจะปลี่ยนตัวหรือไม่? นอกจากนี้ก็มี Technology อื่นเข้ามาเสริม เช่น RFID (Radio Frequency Identification) ที่ใช้คลื่นวิทยุจับที่วัตถุตัวรับสัญญานที่ติดไว้ที่ชุดแข่งขัน,

Technology AI (Artificial intelligence) ที่ใช้ระบุตัวตนลักษณะเฉพาะของบุคคล ซึ่งสามารถใช้ได้กับทั้งทีมตัวเองและทีมคู่แข่งขัน โดยจะมีโปรแกรมจำวิธีการเล่นของแต่ละคน Prediction / Forecasting (คาดเดา, พยากรณ์, ประเมิน) ว่าแต่ละทีม แต่ละคนจะเล่นอย่างไร? มีความถนัดอย่างไร? มีไม้ตายหรือลูกทีเด็ดอย่างไรบ้าง? สตาฟฟ์โค้ชจะประมวลผลจากเครื่องมือ Hi-Tech ต่างๆ ส่งให้ Head Coach ตัดสินใจวางแผนการเล่น ทั้งการรุกและการรับ มีคำกล่าวจากเดิมที่ว่า "กีฬารักบี้…กีฬาคนจน ลูกๆ เดียวเล่นได้ 30 คน" คำกล่าวนี้คงใช้ไม่ได้แล้วในปัจจุบัน


8. Occlusion Training (การฟื้นฟูกล้ามเนื้อจากอาการบาดเจ็บ โดยการปิดกั้นการหมุนเวียนของกระแสเลือด)

เป็นวิธีการทางการแพทย์ที่ใช้ฟื้นฟูร่างกายจากการบาดเจ็บเรื้อรัง วิธีนี้ค่อนข้างอันตราย ถ้าไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญวิธีนี้อาจจะเกิดอันตรายต่อนักกีฬาได้ โดยวิธี Blood Flow Restriction (BFR) หรือการปิดกั้นการหมุนเวียนของกระแสเลือด หลักการก็คือ การมัดหรือรัดอวัยวะบางส่วนเพื่อให้เลือดไม่ไหลเวียนไปตามปกติ ผลก็คือการมีความดัน (Pressure) ขึ้นในหลอดเลือด หลอดเลือดก็จะขยายตัว แล้วไปส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อให้ขยายขึ้นจนถึงอาจจะฉีกเล็กน้อย แล้วใช้กระบวนการทางโภชนาการ (Nutrition) และการฟื้นฟู (Recovery) เพิมโปรตีน เพิ่มการพักผ่อน การบำบัดต่างๆ เข้าไปช่วยอีกทำให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟื้นจากการบาดเจ็บเรื้อรัง นักกีฬาอาชีพมีค่าตัวมีเงินเดือน ทางสโมสรหรือต้นสังกัดคงไม่อยากจ่ายเงินให้กับคนเจ็บที่ไม่ได้ใช้งาน จึงจะสังเกตุได้ว่าอาการบาดเจ็บบางอย่างของนักกีฬา ถ้าเป็นเมื่อก่อน 20 ปีที่แล้วอาจจะใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อให้ร่างกายที่บาดเจ็บกลับคืนมาเหมือนเดิม ปัจจุบันลดลงเหลือ 3-4 เดือน สาเหตุหนึ่งที่ฟื้นได้เร็วก็เพราะใช้วิธี BFR


9. The Yoyo (การทดสอบความอดทนของร่างกายขั้นสูงสุด)

คล้ายกับ Bleep Test วิ่งเตะเส้น เพื่อทดสอบความฟิตที่นิยมในอดีต แต่ Yoyo Test โหดขึ้นกว่า คือให้วิ่ง Sprint เต็มสปีดไป 20 เมตรกลับ 20 เมตร แล้วพัก 2-3 วินาทีแล้วทำต่อไปเรื่อยๆ จนขาไม่ไหว ปอด (ระบบหายใจ) ไม่ไหวหรือถอดใจ ระดับ Yoyo Test ของรักบี้ทีมชาติอังกฤษ ในปี 2015 อยู่ที่ Level 18-19 (หมายถึง Yoyo test แบบไปกลับนับ 1 ติดต่อกันได้ 18-19 เที่ยว) คนที่ฟิตที่สุดในทีมคือ Chris Ashton กับ Alex Goode อยู่ที่ level 21 แต่ New Zealand All Blacks มาตราฐานอยู่ที่ Level 22-23 จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า All Blacks ถึงได้เล่นได้ดีแรงไม่ตกตลอด 80 นาที บางทีมนำ All Blacks ในครึ่งแรก พอครึ่งหลังก็อ่อนแรง โดน All Blacks ถล่ม ทั้งนี้ก็เพราะระดับความฟิตของร่างกายนั่นเอง


10. Supplement (อาหารบำรุง)